FORGOT YOUR DETAILS?

NEWS

มาทำความรู้จัก IP Code มาตรฐานกันน้ำและกันฝุ่นในวิทยุสื่อสารกัน

 

ในช่วงนี้กระแสความสามารถกันน้ำของอุปกรณ์ต่างๆนา ทั้งโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูปจนกระทั่ง วิทยุสื่อสารเองก็ได้เริ่มที่จะนำมาตรฐานนี้เอามาใช้เช่นกัน

 

Cat_ TC-245HW_F

 

Spender TC-245MW ; IP67 Certified

เรามาลองทำความรู้จักกันก่อนว่ามาตรฐานสำหรับการกันน้ำกันฝุ่นที่นำไปใช้บนวิทยุสื่อสารนั้นเป็นยังไง มีอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้รู้และใช้งานวิทยุสื่อสารเหล่านั้นได้ถูกลักษณะ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับวิทยุสื่อสารของเรา

IP Code (ในบางครั้งอาจจะเรียกว่า IP rating) ย่อมาจาก International Protection Marking หรือ Ingress Protection Marking เป็นมาตรฐานสากลที่ทาง IEC (International Electrotechnical Commission) ใช้กำหนดความสามารถในการป้องกันของอุปกรณ์ต่างๆจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เพื่อป้องกันวงจรภายในจากน้ำและของแข็ง ซึ่งในบางครั้งอาจจะสามารถป้องกันได้มากกว่าน้ำและของแข็ง เช่น น้ำมัน แรงกระแทก และอื่นๆ เป็นต้น

ในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักเจ้า IP Code นี้กันว่ามันมีลักษณะหรือระดับการป้องกันยังไง และสุดท้ายวิธีการอ่านค่า IP Code ซึ่งเริ่มแรกเรามารู้จักลักษณะของมันก่อนว่ามันมีหน้าตาเป็นอย่างไร

 

ลักษณะ IP Code และระดับการป้องกัน

IP Code มีลักษณะขึ้นต้นด้วย IP แล้วตามด้วยตัวเลข 2 หลัก (IP XX) ซึ่งตัวเลขหลักแรกหมายถึงค่าป้องกันอนุภาคของแข็งเข้าไปในอุปกรณ์ ส่วนตัวเลขหลักที่สองหมายถึงค่าป้องกันของเหลว (น้ำ) แทรกซึมเข้าไปในอุปกรณ์ แต่ในบางครั้งอาจจะมีตัวอักษรหนึ่งตัวห้อยท้ายตามหลัง โดย IP Code มีรูปแบบ ตามตารางด้านล่างนี้

Picture1

  1. ค่าการป้องกันอนุภาคของแข็งเข้าไปในอุปกรณ์ : เป็นตัวเลขหลักเดียวที่อยู่หลักที่หนึ่ง  (0-6) 
  2. ค่าการป้องกันของเหลวแทรกซึม : เป็นตัวเลขหลักเดียวที่อยู่หลักที่สอง (0-9)

หมายเหตุ : ในบางครั้งอาจจะมีตัวอักษร K ห้อยท้าย

 

ค่าการป้องกันอนุภาคของแข็ง (Solid Particle Protection)

ค่าการป้องกันที่ว่านี้เป็นคนละตัวกับการป้องกันแรงกระแทกและรอยขีดข่วน โดยค่าการป้องกันนี้เป็นตัวบอกว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้สามารถป้องกันอนุภาคของของแข็งเข้ามาในตัวเครื่องได้ในระดับไหน ซึ่งจะมีด้วยกันอยู่ 7 ระดับ (0-6)

 

  • ระดับ 0 ไม่สามารถป้องกันอะไรได้เลย

Picture1

  • ระดับ 1 สามารถป้องกันของแข็งที่มีขนาดใหญ่เกิน 50 มิลลิเมตร เข้ามาในอุปกรณ์

2

  • ระดับ 2 สามารถป้องกันของแข็งที่มีขนาดใหญ่กว่า 12.5 มิลลิเมตร เข้ามาในอุปกรณ์

3

  • ระดับ 3 สามารถป้องกันของแข็งที่มีขนาดใหญ่กว่า 2.5 มิลลิเมตร เข้ามาในอุปกรณ์

4

  • ระดับ 4 สามารถป้องกันของแข็งที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 มิลลิเมตร เข้ามาในอุปกรณ์

5

  • ระดับ 5 สามารถกันฝุ่นได้ระดับหนึ่ง สามารถมีฝุ่นเล็ดรอดเข้าไปในอุปกรณ์ได้เล็กน้อย

6

  • ระดับ 6 สามารถป้องกันฝุ่นได้เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์

7

หมายเหตุ ค่าป้องกันอนุภาคของแข็งในบางครั้ง อาจจะไม่ได้หมายถึงการป้องกันสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกเข้ามาภายในตัวอุปกรณ์ได้เพียงอย่างเดียว อาจจะหมายถึงการป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ไปสัมผัสกับชิ้นส่วนภายในได้โดยตรง เช่น แผงวงจรหรือสายไฟ โดยวัตถุขนาด 50 มิลลิเมตรนั้นหมายถึงหลังมือของผู้ใช้ ส่วนขนาด 12.5 มิลลิเมตร ป้องกันไม่ให้นิ้วมือเข้าไปสัมผัสกับชิ้นส่วนภายใน ส่วน 2.5 และ 1 มิลลิเมตร มีไว้เพื่อไม่ให้อุปกรณ์ต่างๆ จากภายนอกเข้าถึงตัวชิ้นส่วนภายในได้โดยตรง เช่น ไขขวง คีม สายไฟ ยกตัวอย่างเช่นตู้ ATM ต้องป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เข้าถึงอุปกรณ์ภายในเพื่อป้องกันการโจรกรรม

 

ค่าการป้องกันของเหลวแทรกซึม (Liquid Ingress Protection)

ค่าป้องกันของเหลวในที่นี้หมายถึงค่าการป้องกันของเหลวจำพวกน้ำเท่านั้น ไม่รวมถึงการป้องกันของของเหลวชนิดอื่นที่ไม่ใช่น้ำ อย่างเช่น น้ำมัน ซึ่งค่าป้องกันที่ว่านี้จะมีด้วยกันอยู่ 12 ระดับ (0-9k)

  • ระดับ 0 ไม่สามารถป้องกันอะไรได้เลย

w1

  • ระดับ 1 ป้องกันหยดน้ำ (กันน้ำ:waterproof)สามารถป้องกันอุปกรณ์จากหยดน้ำที่ตกกระทบกับอุปกรณ์ในแนวตั้ง ทดสอบโดยการหยดน้ำลงไปบนอุปกรณ์ตรงๆ 10 นาที ในปริมาณน้ำเทียบเท่ากับปริมาณน้ำฝน 1 มิลลิเมตรต่อนาที

w2

  • ระดับ 2 ป้องกันหยดน้ำ (กันน้ำ:waterproof) ในระดับเอียงได้ถึง 15 องศาสามารถป้องกันอุปกรณ์จากหยดน้ำที่ตกกระทบกับอุปกรณ์ได้ในมุม 15 องศาจากแนวตั้งได้ ทดสอบโดยการหยดน้ำลงไปบนอุปกรณ์ตรงๆ 10 นาที ในปริมาณน้ำเทียบเท่ากับปริมาณน้ำฝน 3 มิลลิเมตรต่อนาที

w3

  • ระดับ 3 ป้องกันการฉีดน้ำ (กันน้ำ:waterproof) ในระดับเอียงได้ถึง 60 องศาสามารถป้องกันอุปกรณ์จากการฉีดน้ำที่ตกกระทบกับอุปกรณ์ได้ในมุม 60 องศาจากแนวตั้งได้โดยไม่ก่อเกิดความเสียหายกับอุปกรณ์ ทดสอบโดยการฉีดน้ำลงไปบนอุปกรณ์ตรงๆ 5 นาที ในปริมาณน้ำ 700 มิลลิลิตรต่อนาทีด้วยแรงดันน้ำ 80 – 100 กิโลปาสคาล

w4

  • ระดับ 4 ป้องกันน้ำ (กันน้ำ:waterproof) จากการสาด (น้ำสามารถเข้าไปในอุปกรณ์ได้เล็กน้อย)สามารถป้องกันน้ำจากการสาด (Water splashing) ในทุกๆ ทิศทาง โดยมีโอกาสที่น้ำจะเข้าไปได้เล็กน้อย ทดสอบโดยการฉีดน้ำลงไปบนอุปกรณ์รอบทิศทาง 5 นาที ในปริมาณน้ำ 10 ลิตรต่อนาทีด้วยแรงดันน้ำ 80 – 100 กิโลปาสคาลที่ระยะห่าง 3 เมตร

w5

  • ระดับ 5 ป้องกันน้ำ (กันน้ำ:waterproof) จากการฉีดสามารถป้องกันน้ำจากหัวฉีดน้ำขนาด 6.3 มิลิเมตรได้รอบทิศทางได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์ ทดสอบโดยการฉีดน้ำลงไปบนอุปกรณ์รอบทิศทาง 15 นาที ในปริมาณน้ำ 12.5 ลิตรต่อนาทีด้วยแรงดันน้ำ 30 กิโลปาสคาลที่ระยะห่าง 3 เมตร

w6

  • ระดับ 6 ป้องกันน้ำ (กันน้ำ:waterproof) จากการฉีดด้วยแรงฉีดที่มากกว่าระดับ 5 (น้ำสามารถเข้าไปในอุปกรณ์ได้เล็กน้อย)สามารถป้องกันน้ำจากหัวฉีดขนาด 12.5 มิลิเมตรได้รอบทิศทางได้โดยมีโอกาสที่น้ำจะเข้าไปได้เล็กน้อย ทดสอบโดยการฉีดน้ำลงไปบนอุปกรณ์รอบทิศทาง 3 นาที ในปริมาณน้ำ 100 ลิตรต่อนาทีด้วยแรงดันน้ำ 100 กิโลปาสคาลที่ระยะห่าง 3 เมตร
  • ระดับ 6K ป้องกันน้ำ (กันน้ำ:waterproof) จากการฉีดน้ำด้วยแรงดันสูง (น้ำสามารถเข้าไปในอุปกรณ์ได้เล็กน้อย)เป็นมาตรฐานที่ต่อยอดจากระดับ 6 สามารถป้องกันน้ำจากหัวฉีดแรงดันสูงขนาด 12.5 มิลิเมตรได้รอบทิศทางได้โดยมีโอกาสที่น้ำจะเข้าไปได้เล็กน้อย ทดสอบโดยการฉีดน้ำลงไปบนอุปกรณ์รอบทิศทาง 3 นาที ในปริมาณน้ำ 75 ลิตรต่อนาทีด้วยแรงดันน้ำ 1000 กิโลปาสคาลที่ระยะห่าง 3 เมตร

w7

 

  • ระดับ 7 ป้องกันอุปกรณ์จากการจมน้ำ (กันน้ำซึม:water resistant) ได้ลึกถึง 1 เมตรป้องกันการแทรกซึมของน้ำเข้าไปในอุปกรณ์เมื่อนำอุปกรณ์ลงไปแช่น้ำในความลึกสูงสุด 1 เมตร การทดสอบจะนำอุปกรณ์ไปแช่น้ำในความลึกขั้นต่ำ 15 เซ็นติเมตร ถึง 1 เมตร นาน 30 นาที

w8

  • ระดับ 8 ป้องกันอุปกรณ์จากการจมน้ำ (กันน้ำซึม:water resistant) ได้ลึกมากกว่า 1 เมตรป้องกันการแทรกซึมของน้ำเข้าไปในอุปกรณ์เมื่อนำอุปกรณ์ลงไปแช่น้ำในความลึกที่มากกว่า 1 เมตรภายใต้เงื่อนไขที่ผู้ผลิตอุปกรณ์นั้นๆ จะกำหนด แต่ต้องมากกว่า 1 เมตร แต่ส่วนใหญ่จะกำหนดไว้ที่ 3 เมตร แต่อย่างไรก็ตามอุปกรณ์นั้นๆ อาจจะมีน้ำแทรกซึมเข้าไปในอุปกรณ์ได้โดยที่ไม่ทำให้อุปกรณ์เสียหาย

w9

  • ระดับ 9K ป้องกันน้ำ (กันน้ำ:waterproof) จากการฉีดด้วยแรงดันและน้ำอุณหภูมิสูงป้องกันน้ำจากการฉีดน้ำแรงดันสูงในระยะใกล้ๆ ด้วยน้ำที่มีอุณหภูมิสูง

 

ค่าการป้องกันอื่นๆ
           เป็นมาตรฐานการป้องกันเพิ่มเติม มีไว้ป้องกันอันตรายจากการเข้าถึงอุปกรณ์จากสิ่งต่างๆ ซึ่งมักจะมีค่าเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวเดียวมีลักษณะดังนี้

  • A ป้องกันอันตรายหากเอาหลังมือ (Back of Hand) ไปสัมผัสกับตัวอุปกรณ์
  • B ป้องกันอันตรายหากเอานิ้ว (Finger) ไปสัมผัสกับตัวอุปกรณ์
  • C ป้องกันอันตรายหากเอาทูลอย่างเช่น ไขขวง ถ้าไปสัมผัสกับตัวอุปกรณ์
  • D ป้องกันอันตรายหากเอาสายไฟไปสัมผัสกับตัวอุปกรณ์

นอกเหนือจากนี้อาจจะยังมีตัวอักษรที่สามารถผนวกเข้าไปเพิ่มเติมใน IP Code ได้ เพื่อบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวข้องกับการป้องกันของตัวอุปกรณ์ มีลักษณะดังนี้

  • F  ป้องกันอุปกรณ์จากน้ำมัน
  • H อุปกรณ์ไฟฟ้าแรงดันสูง (High voltage device)
  • M ในขณะที่ทดสอบการกันน้ำอุปกรณ์มีการเคลื่อนไหว
  • S  ในขณะที่ทดสอบการกันน้ำอุปกรณ์ไม่มีการเคลื่อนไหว
  • W เงือนไขเกี่ยวกับสภาวะอากาศ

วิธีการอ่านค่า IP Code หรือ IP rating

วิธีการอ่านให้อ่านค่าทีละตัว โดยเลขหลักแรกหมายถึงการป้องกันอนุภาคของแข็งเข้าไปในอุปกรณ์ ส่วนตัวที่สองหมายถึงการป้องกันของเหลวแทรกซึมเข้าอุปกรณ์ โดยจะขอยกตัวอย่างจากวิทยุสื่อสาร Spender TC-245MW  จะมีค่า IP Code อยู่ที่ระดับ IP 67 นั่นคือ Spender TC-245MW  สามารถกันฝุ่นเข้าโดยสมบูรณ์แบบ (IP 6X) โดยที่ฝุ่นจะไม่สามารถเล็ดลอดเข้าไปในตัวเครื่องได้ และสามารถกันน้ำลึกได้สูงสุด 1 เมตรได้นาน 30 นาที ได้สมบูรณ์แบบเช่นกัน ( IP X7 )

 

อ้างอิงจากค่าแรงดันน้ำที่ใช้ทดสอบการกันน้ำในระดับที่ 0-6 (ยกเว้น 6K) จะเห็นได้ว่าแรงดันน้ำที่ทดสอบสูงสุดจะอยู่ที่ 100 กิโลปาสคาล แต่ถ้าเอาไปดำในน้ำลึก 1 เมตรก็จะสามารถทนทนแรงดันน้ำได้สูงสุดประมาณ 111 กิโลปาสคาลหรือประมาณ 16.1 PSI

(อ้างอิงการแปลงค่าจากที่นี่) แต่ถ้าเป็น Spender TC-245MW ที่กันน้ำลึกได้ 1.5 เมตรจะสามารถทนแรงดันน้ำได้เท่ากับ 16.15 PSI หรือที่ 1.113 bar (กรณีทดสอบในน้ำจืด ค่าแรงดันอาจแตกต่างกัน)

 

 

ข้อควรระวังและความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ IP Code

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ IP Code วิทยุสื่อสารกันน้ำเป็นที่รู้จักและเริ่มแพร่หลายในไทย มีคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่อง IP Code เข้าใจว่ามันกันฝุ่น กันน้ำ และกันกระแทกด้วย ซึ่งจริงๆ แล้ว การป้องการกระแทกรวมถึงการสั่นสะเทือนและการป้องกันอีกหลายๆอย่าง จะอยู่ในส่วนของ Military Standard (MIL-STD ) หากไปดูในมาตรฐานใบ Spec ของวิทยุสื่อสารแต่ละรุ่นแล้ว จะมีคำว่า MIL STD -810 C/D/E/F และ G

สุดท้ายแล้วอยากฝากเตือนว่าอย่าไว้ใจมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่นพวกนี้มากเกินไป ถึงแม้ว่าวิทยุสื่อสารเหล่านี้จะกันน้ำกันฝุ่น แต่หลังจากเอาวิทยุไปคลุกฝุ่นหรือโดนน้ำหรืออาจจะทำตกลงน้ำแล้ว แนะนำให้ทำความสะอาดเครื่องหรือเช็ดให้แห้ง ไม่ควรที่จะให้น้ำเกาะตัวเครื่องนานเกินไป ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะกันน้ำก็จริง แต่มันอาจจะไม่สามารถกันความชื้นได้ เมื่อความชื้นสะสมเข้ามากๆ อาจจะก่อให้เกิดเป็นหยดน้ำที่ไปโผล่บนหน้าจอหรืออจาทำความเสียหายให้กับวงจรภายในตัวเครื่องได้

อ้างอิง WikiPedia Phandroid และสุดท้ายขอบคุณรูปภาพประกอบน่ารักจาก http://www.ssl.co.th/blog

 

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

📞 Hotline : 0852229111
📢 Facebook: https://web.facebook.com/messages/spenderclub
📱 Line@ : @spenderclub (ใส่ @ก่อนด้วยนะค่ะ)
💻 website : www.tccom.co.th

'
TOP